วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property)


               ทรัพย์สินทางปัญญา หมายถึง ผลงานอันเกิดจากการประดิษฐ์ คิดค้น หรือสร้างสรรค์ของมนุษย์ ซึ่งเน้นที่ผลผลิตของสติปัญญาและความชำนาญ อาจแสดงออกในรูปแบบของสิ่งที่จับต้องได้ เช่น สินค้าต่างๆ หรือในรูปของสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น บริการ แนวคิดในการดำเนินธุรกิจ กรรมวิธีการผลิตทางอุตสาหกรรม เป็นต้น

               ประเภทของทรัพย์สินทางปัญญา   แบ่งออกเป็น 2 ประเภท  ได้แก่                
1.ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม (Industrial Property)
                 หมายถึง ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่เกี่ยวกับสินค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรมที่เป็นองค์ประกอบและรูปร่างของตัวผลิตภัณฑ์ นอกจากนี ้ยังรวมถึงเครื่องหมายการค้าหรือยี่ห้อ ชื่อและถิ่นที่อยู่ทางการค้า  ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรมจึงสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้
      -  สิทธิบัตร (Patent) 
      -  แบบผังภูมิของวงจรรวม (Layout - Design of Integrated Circuit) 
      -  เครื่องหมายการค้า (Trademark) 
      -  ความลับทางการค้า (Trade Secret) 
      -  ชื่อทางการค้า (Trade Name) 
      -  สิ่งบ่งชี ้ทางภูมิศาสตร์(Geographical Indications)
2. ลิขสิทธิ์(Copyright) 
                 หมายถึง สิทธิแต่เพียงผู้เดียวของผู้สร้างสรรค์ที่จะกระท าการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น ตามประเภทลิขสิทธิ์ที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ งานวรรณกรรม นาฏกรรม ศลิปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หรืองานอื่นใดในแผนกวรรณคดี
                 

                 เครื่องหมายการค้า (Trademark) หมายถึง เครื่องหมาย สัญลักษณ์หรือตรา ที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่
                1.เครื่องหมายการค้า (Trademark) คือ เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้กับสินค้าเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้ เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เช่น มาม่า กระทิงแดง เป็นต้น 

 



                2.เครื่องหมายบริการ (Service Mark) คือ เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้กับบริการ เพื่อแสดงว่าบริการที่ ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของบุคคลอื่น เช่น การบินไทย ธนาคารกรุงไทย โรงแรมดุสิตธานี เป็นต้น




                3.เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) คือ เครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมายรับรองใช้หรือจะใช้กับสินค้าหรือบริการของบุคคลอื่น เพื่อเป็นการรับรองเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการนั้น เช่น เชลล์ชวนชิม แม่ช้อยนางรำ ฮาลาล เป็นต้น 



                 4.เครื่องหมายร่วม (Collective Mark) คือ เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ใช้หรือจะใช้ โดยบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกัน หรือโดยสมาชิกของสมาคม สหกรณ์ สหภาพ สมาพันธ์ กลุ่ม บุคคล หรือองค์กรอื่นใดของรัฐหรือเอกชน เช่น ตราช้างของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นต้น



                 ความลับทางการค้า (Trade Secret) หมายถึง ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป โดยเป็นข้อมูลที่มีมูลค่าในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากข้อมูลนั้นเป็นความลับ และมีการดำเนินการตามสมควรเพื่อทำให้ข้อมูลนั้นปกปิดเป็นความลับ

                 สิทธิบัตร เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวทุกคนมากที่สุด หรืออาจกล่าวได้ว่า สิทธิบัตรเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุก ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ล้วนแล้วแต่เป็นผลงานสร้างสรรค์จากการประดิษฐ์คิดค้นทั้งสิ้น เช่น การประดิษฐ์เกี่ยวกับผงซักฟอก โทรศัพท์ รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ ดังนั ้น สิทธิบัตรจึงมีส่วนช่วยในการดำรงชีวิตของมนุษย์ มีความสะดวกสบายและมีความปลอดภัยมากขึ้น

การวิเคราะห์และสรุป รู้ทันลิขสิทธ์
    
การวิเคราะห์และสรุป 
                ลิขสิทธิ์คือ สิทธ์แต่เพียงผู้เดียวในการกระทำใดกับผลงานที่ตนได้สร้างสรรคขึ้น มีแต่เจ้าของผู้เดียวที่จะขาย ดัดแปลง ให้เช่า ทำซ้ำ และเผยแพร่  ลิขสิทธิ์ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา
                 การละเมิดลิขสิทธ์ คือการกระทำดัดแปลง และเผยแพร่งานต่อสาธารณะชน โดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ทีกระทำจะต้องรับผิดชอบโทษทางอาญาและจ่ายค่าเสียหายให้แก่เจ้าของงาน
                       ทางกฎหมายลิขสิทธ์แบ่งไว้ 9 ประเภทใหญ่ ๆ 
                 คือ วรรณกรรม ภาพยนต์ นาฎกรรม สิ่งที่บันทึกเสียง ศิลปกรรม แพร่ภาพแพร่เสียง ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ วรรณคดีวิทยาศาสตร์ศิลปะ
                 เมื่อมีทรัพย์สินทางปัญญาเกิดขึ้น ก็จะมีการ copy งานเกิดขึ้นเช่นกัน ดังนั้นเลยมี กฎหมายลิขสิทธิ์ขึ้นมาเพื่อปกป้องความคิดสร้างสรรค์จากขโมย
                 เครื่องหมายการค้าจะได้รับการคุ้มครองก็ต่อเมื่อ ต้องจดทะเบียน ไม่เหมือนกับลิขสิทธิ์ที่จะคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์ผลงานขึ้น ลิขสิทธิ์ไม่ต้องจด แต่ถ้ามีใคร copy งานไป ไม่สามารถฟ้องลิขสิทธิ์ได้ แต่สามารถไปคัดค้านการจดทะเบียนได้ภายใน 90 วัน แต่ถ้าไม่ทัน ก็ให้ไปขอเบิกถอนเครื่องหมายการการค้าของคนที่ copy ไปจดทะเบียน ซึ่งจะไปขอเบิกถอนเมื่อไรก็ได้ และสามารถฟ้องได้ในข้อหาลวงขาย 
                 ดังนั้น ก่อนจะมีแบรนด์เป็นของตัวเอง ก็ให้รีบไปขอจดทะเบียนกับกรมทรัพยืสินทางปัญญาตั้งแต่เนินๆ


วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2558

บทที่ 4 ภัยคุกคาม ช่องโหว่ และการโจมตี

       



         ภัยคุกคาม คือ  วัตถุ สิ่งของ ตัวบุคคล  หรือสิ่งอื่นใดที่ เป็นตัวแทนของการทําอันตรายต่อทรัพย์สิน ภัยคุกคามมีหลายกลุ่ม เช่น
•  ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นโดยเจตนา
•  ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้เจตนา เช่น ภัย คุกคามจากธรรมชาติ หรือจากผู้ใช้ในองค์กรเอง 
    ประเภทของภัยคุกคาม
1. ความผิดพลาดที่เกิดจากบุคคล   เช่น ความเข้าใจผิดของพนักงาน , อุบัติเหตุ  
2. ภัยร้ายต่อทรัพยสินทางปัญญา เช่น การละเมิดลิขสิทธิ์
3. การจารกรรมหรือการรกุล้ํา เช่น การเข้าถึงหรือการรวบรวมข้อมูลโดยไม่ได้ รับอนุญาต 
4. การกรรโชกสารสนเทศ เช่น การเผยแพร่สารสนเทศที่เป็นความลับ , การ Blackmail 
5. การทําลายหรือทําให้เสียหาย เช่น การทําลายระบบหรือสารสนเทศ 
6. การลักขโมย เช่น การลักขโมยหรือการโจรกรรมอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์หรือสารสนเทศ 
7. ซอฟตแวรโจมตี เช่น ไวรัส, เวิรม 
8. ภัยธรรมชาติ เช่น น้ําท่วม, ไฟไหม้, แผ่นดินไหว, ไฟดับ

       ช่องโหว่ คือ ความอ่อนแอของระบบคอมพิวเตอร์ หรือระบบ เครือข่ายที่เปิดโอกาสให้สิ่งที่เป็นภัยคุกคามสามารถ เข้าถึงสารสนเทศในระบบได้ซึ่งจะนําไปสู่ความ เสียหายแก่สารสนเทศ หรือแม้แต่การทํางานของ ระบบ
    ช่องโหว่ที่เกิดขึ้นในระบบ
1. การจัดการบัญชีรายชื่อผู้ใช้ไม่มีประสิทธิภาพ 
    ทุกองค์กรจําเป็นต้องมี การจัดทําบัญชีรายชื่อผู้ใช้  User Account  เพื่อทํา การล็อกอินเข้าสู่ระบบ ซึ่งต้องมี User Name , Password  รวมถึงการ ควบคุมการเข้าถึง (Access Control ) และการให้สิทธิ์(Authorization) เป็นต้น
2. ระบบปฏิบัติการไม่ได้รับการซ่อมเสริมอย่างสม่ําเสมอ
   หากองค์กรละเลยติดตามข่าวสารจากบริษัทผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการ หรือ แอลพลิเคชั่น และไม่ทําการ Download Patch มาซ่อมแซ่มระบบอย่าง เป็นระยะ  อาจทําให้ระบบปฏิบัติการมีช่องโหว่ และข้อผิดพลาด
3. ไม่มีการอัพเดทไวรัสอย่างสม่ําเสมอ
  การอัพเดทไวรัสเป็นการเพิ่มข้อมูลรายละเอียดคุณลักษณะของไวรัสชนิด ใหม่ๆ ในฐานข้อมูลของโปรแกรม แต่หากไม่มีการอัพเดทจะส่งผลให้โปรแกรมไม่รู้จักไวรัส ชนิดใหม่ ระบบจะเสี่ยงต่อการติดไวรัสมากขึ้น
4. การปรับแต่งค่าคุณสมบัติ ระบบผิดพลาด 
    การที่ผู้ดูแลระบบต้องปรับแต่งคุณสมบัติต่างๆ ของระบบด้วยตนเอง Manually  จะเสี่ยงต่อการกําหนดค่าผิดพลาดได้สูงกว่าระบบทําการ กําหนดให้เองอัตโนมัติ

          การโจมตี คือ การกระทําบางอย่างที่อาศัยความได้เปรียบจากช่องโหว่ของระบบ เพื่อเข้าควบคุม
การทํางานของระบบ เพื่อให้ระบบเกิดความเสียหาย หรือเพื่อโจรกรรม สารสนเทศ 
     รูปแบบของการโจมตี
1. Malicious Code  หรือ Malware  
   โคดมุ่งร้ายหรือเป็นอันตราย  อันได้แก่ Virus, Worm, Trojan Horse ยังรวมถึง Web scripts  
2. Hoaxes 
  การปล่อยข่าวหลอกลวง เช่น ปล่อยข่าวการแพร่ระบาดของไวรัส คอมพิวเตอร์ทางเมล์ ยังได้แนบโปรแกรมไวรัสไปด้วย เป็นต้น
3. Back door หรือ Trap Door 
    เส้นทางลับที่จะช่วยผู้โจมตีหรือผู้บุกรุกเข้าสู่ระบบได้โดยไม่ผ่าน กระบวนการตรวจสอบ 
4. Password Cracking 
    การบุกรุกเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ใดๆ
5. Brute Force Attack  
    การคาดเดารหัสผ่านนี้จะเป็นการ คํานวณซ้ําหลายๆรอบ เพื่อให้ได้ กลุ่มรหัสผ่านที่ถูกต้อง
6. Denial Of Service 
    การปฏิเสธการให้บริการของระบบ 




สรุปจากเรื่อง ไวรัสคอมพิวเตอร์ 

    ปัจจุบันนี้ ไวรัสมีหลายรูปแบบ เช่น ไวรัส  สปายแวร์  เวิร์ม  โทรจัน
 - ไวรัส เป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในระบบคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ และยังเป็นไวรัสที่สามารถแพร่กระจายไปยังเครื่องอื่นๆ ได้อีก
 - หนอน เรียกอีกอย่างว่า เวิร์ม เป็นรูปแบบหนึ่งของไวรัสมีความสามารถในการทำลายระบบในเครื่องคอมพิวเตอร์สูงที่สุดในบรรดาไวรัสทั้งหมด และสามารถกระจายตัวได้รวดเร็ว
 - โทรจัน เป็นโปรแกรมที่ถูกออบแบบขึ้นมาเพื่อแอบแฝงการทำลายบางอย่างในเคื่องคอมพิวเตอร์
การแพร่กระจาย คือ โทรจันจะแนบมากับอีการ์ด อีเมล์ โทรจันมันจะเข้ามาในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยที่ผู้รับไม้รู้ตัว
 - สปายแวร์ คิอโปรแกรมเล็กๆ ที่ถูกเขียนขึ้นมาสอดส้อง การใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ สปายแวร์บางตัวร้ายแรง อาจทำให้เล่นอินเทอร์เน็ตไม่ได้เลย

     โปรแกรมที่สามารถป้องกันไวรัสได้ คือ
     โปรแกรมแอนตี้ไวรัส หรือโปรแกรมป้องกันไวรัสนั้น คือการยืบยั่งและกำจัดไวรัส ที่จะเข้ามาทำลายคอมพิวเตอร์ 
      
      การสังเกตดูอาการคอมพิวเตอร์เบื้องต้น 
- การทำงานของคอมพิวเตอร์ช้าลง
- คอมพิวเตอร์หยุดทำงานโดยไม่รู้สาเหตุ
- ข้อมูลบางอย่างหายไปหรือเพิ่มขึ้น
- ตัวเครื่อง รี-สตาร์ท เองโดยไม่ได้สั่ง
- แป้นพิมพ์ทำงานผิดปกติ
      
       
       วิธีการป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์
- อย่าเปิดอ่านอีเมล์ชื่อแปลกๆ 
- ควรติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัส เพื่อได้สแกนไฟล์ต่างๆ
- หมั่นตรวจสอบ ระบบต่างๆ ของคอมพิวเตอร์อย่างสม่ำเสมอ
- หมั่นอัพเดทโปรแรมป้องกันไวรัสให้สม่ำเสมอ















วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2557

บทที่ 3 อาชญากรรมคอมพิวเตอร์และอินเทอเน็ต

                                  
อาชญากรรมคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต
อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (Computer Crime) คือ การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อลักลอบข้อมูล  ของบริษัทหรือการที่แฮคเกอร์ (Hacker) ถอดรหัสรักษาความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเข้าทําลายหรือขโมยข้อมูลของระบบ


สาเหตุของการเพิ่มจำนวนอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ได้
-      เทคโนโลยีมีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศด้านต่างๆ ด้านระบบเครือข่าย, เว็บไซต์,และระบบปฎิบัติการและแอปพลิเคชั่น
-      ความคาดหวังของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่มากขึ้น คือคาดหวังว่าคอมพิวเตอร์จะทำงานได้อย่างรวดเร็วตามที่ผู้ใช้ต้องการ
-      การขยายตัวและการเปลี่ยนแปลงของระบบคอมพิวเตอร์ การเปลี่ยนแปลงจากระบบ Stand-alone ไปเป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นระบบที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในโลกนี้เชื่อมต่อกันได้
-      การใช้ซอฟต์แวร์ที่มีช่องโหว่เพิ่มมากขึ้นซอฟต์แวร์ที่ถูกพัฒนามาจำหน่ายมักพบว่ามีช่องโหว่ภายหลังจากการใช้งานของผู้ใช้ เช่น ช่องโหว่ที่พบในโปรแกรม Microsoft Windows Vista เป็นต้น
                       
                    ประเภทของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
Ø อาชญากรนำเอาการสื่อสารผ่านทางคอมพิวเตอร์มาขยายความสามารถในการกระทำความผิดของตน
Ø การละเมิดลิขสิทธิ์ การปลอมแปลง ไม่ว่าจะเป็นการปลอมแปลงเช็ค การปลอมแปลงรูป เสียง หรือการปลอมแปลงสื่อทางคอมพิวเตอร์เรียกว่ามัลติมีเดีย
Ø การฟอกเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งใช้อุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์และการสื่อสารเป็นเครื่องมือ
Ø อันธพาลทางคอมพิวเตอร์ หรือพวกก่อการร้าย เป็นอาชญากรเท่านั้นที่ทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นเพื่อรบกวนผู้ใช้บริการ
Ø การค้าขายหรือชวนลงทุนโดยหลอกลวงผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์
Ø การเข้าแทรกแซงข้อมูลและนำเอาข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นประโยชน์ต่อตนโดยมิชอบ

ปัญหาที่เกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
                      ปัญหาเรื่องความยากที่จะตรวจสอบว่าจะเกิดเมื่อไร ที่ไหน อย่างไร ทำให้ยากที่จะป้องกัน
                                      ปัญหาในเรื่องการพิสูจน์การกระทำความผิด
                      - ปัญหาการรับฟังพยานหลักฐาน
                      - ความยากลำบากในการบังคับใช้กฎหมาย
                      - ปัญหาความไม่รู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ
                      - ปัญหาการขาดกฎหมายที่เหมาะสมในการบังคับใช้
                   ปัญหาความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสมัยใหม่

แนวทางการแก้ไข
   -   ควรมีการวางแนวทางและกฎเกณฑ์ในการรวบรวม  พยานหลักฐาน  และดาเนินคดีอาชญากรรม  คอมพิวเตอร์
   -   จัดตั้งหน่วยงานเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
   -    ส่งเสริมจริยธรรมในการใช้คอมพิวเตอร์
   -    เผยแพร่ความรู้เรื่องอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ แก่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์หน่วยงาน องค์กรต่างๆ ให้เข้าใจแนวคิด วิธีการของอาชญากรทางคอมพิวเตอร์
   -  บัญญัติกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์

    มารยาทในการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
·       ไม่เจาะระบบเครือข่ายของตนเองและผู้อื่น ไม่ท้าทายให้คนอื่นมาเจาะระบบ
·       การติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นบนอินเทอร์เน็ต ต้องกระทำด้วยความสุภาพเคารพและให้เกียรติซึ่ง  กันและกัน
·       หากพบรูรั่วของระบบ พบเบาะแส หรือ บุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้  อื่น ให้รีบแจ้งผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหรือผู้ดูแลระบบทันที
·      เมื่อจะเลิกใช้ระบบอินเทอร์เน็ตอย่างถาวร ให้ลบข้อมูลและแจ้งผู้ดูแลระบบ

    การหลีกเลี่ยงและรับมือกับภัยออนไลน์
Ø หลีกเลี่ยงการระบุชื่อจริง เพศ หรืออายุ เมื่อใช้บริการบนอินเทอร์เน็ต
Ø หลีกเลี่ยงการส่งข้อมูลส่วนตัว ภาพถ่ายของตนเองหรือบุคคลในครอบครัวทางอินเทอร์เน็ต
Ø หลีกเลี่ยงการโต้ตอบกับบุคคลหรือข้อความที่ทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ
Ø หลีกเลี่ยงการโต้ตอบกับบุคคลหรือข้อความที่ทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ
Ø หลีกเลี่ยงการสั่งซื้อสินค้าหรือสมัครสมาชิกโดยมิได้อ่านเงื่อนไขให้ละเอียดเสียก่อน
Ø ไม่คัดลอกโปรแกรม ข้อมูล รูปภาพ หรือสิ่งใดจากอินเทอรเน็ต โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ และไม่ได้ผ่านการตรวจสอบไวรัสคอมพิวเตอร์

การวิเคราะห์วิดีโอ
คุณธรรมจริยธรรมในการใช้งานเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
จอมโจรในโลกไซเบอร์

             Hacker (white hat hacker) คือ ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถในการเข้าไปในข้อมูลเพื่อ  หาช่องโว  แต่พวกเขาจะไม่ทำลาย แก้ไขอะไรเลย เมื่อเขาเจอ เขาก็จะแจ้งให้เจ้าของระบบทราบ เพื่อที่จะให้เจ้าของระบบ หาวิธีแก้ไข้ ป้องกัน แบบนี้เรียกว่า มีจริยธรรม
   Black (black hat hacker) คือ ผู้ที่มีความรู้ เช่นเดียวกัน แต่เมื่อเขาเจอข้อมูล เขาจะล่วงข้อมูล เพื่อที่จะทำลายข้อมูลของระบบ ชอบสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ชอบอวดความสามารถของตัวเอง สร้างความเสียหายได้หลายอย่าง ชอบที่จะทำช่องเดียว แบบนี้เป็นผู้ที่ ขาดจริยธรรม

การป้องกันมี 6 วิธี
   1. เมื่ออัพเดทโปรแกรม เช่น สแกนไวรัส ต้องอัพเดทอยู่เรื่อยๆ
   2. ควรสแกนอุปกรณ์เก็บข้อมูลทุกครั้ง
   3. ติดตั้งไฟร์วอลล์เพื่อป้องกันการโจมตี
   4. ระมัดระวังการเล่นอินเทอร์เน็ตให้มาก
   5. ฝึกตัวเองให้เป็นคนรอบคอบ เช่น รูปภาพ
   6. ติดตามข่าวสาร อยู่สม่าเสมอ



โดยนางสาววนิดา ฝั่งขวา
รหัส 5511317093  คอมพิวเตอร์ธุรกิจ 02


วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2557

บทที่ 2 เรื่อง ความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ


ความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ







ความมั่นคงปลอดภัย คือ การรักษาความปลอดภัย ไม่มีอันตรายและได้รับการป้องกันจากภัยอันตราย ทั้งที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจหรือโดยบังเอิญ

ความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ คือ การป้องกันสารสนเทศและองค์ประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ซึ่งรวมถึงระบบ ฮาร์ดแวร์ที่ใช้ในการจัดเก็บและโอนสารสนเทศ


ความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศมี 3 ประการ คือ




ความลับ (Confidentiality)  คือ สิ่งที่เจ้าของไม่อยากให้ใครรู้ นอกจากผู้ที่มีสิทธิ์และได้รับอนุญาตเท่านั้นที่สามารถเข้าถึง ข้อมูลได้

ความถูกต้อง ความสมบูรณ์ (Integrity) คือ ความครบถ้วน ถูกต้อง และไม่มีสิ่งปลอมปน ดังนั้นสารสนเทศที่มีความสมบูรณ์จึงเป็นสารสนเทศที่นําไปใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน


ความพร้อมใช้ (Availability) คือ สารสนเทศจะถูกเข้าใช้หรือเรียกใช้งานได้อย่างราบรื่น โดยผู้ใช้ระบบ ต้องได้รับอนุญาตเท่านั้น หากเป็นผู้ใช้ระบบที่ไม่ได้รับอนุญาต การเข้าถึงก็จะ ล้มเหลวถูกขัดขวาง






อุปสรรคของงานความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ

-มีความซับซ้อนบางอย่างที่ผู้ใชJทั่วไปไม่ทราบ 
-ผู้ใช้ไม่ระวัง ไม่ชํานาญและไม่ระวัง จึงตกเป็น  เหยื่อของการโจมตี
-การพัฒนาซอฟตแวรไม่คํานึงถึงความปลอดภัย
-เกิดสังคมการแบ่งปันข้อมูลโดยขาดความระมัดระวัง การให้ข้อมูล 
ส่วนบุคคล 
- มิจฉาชีพมีความเชี่ยวชาญ
- ผู้บริหารองค์กรไม่ให้ความสําคัญ


วิเคราะห์และสรุปจากคลิปวิดีโอ

คลิปที่ 1 คนขับรถตู้กับผู้โดยสาร




ด้านจริยธรรม จากการที่คนขับรถตู้ พูดจาแบบนี้ ก็เหมือนไม่ให้เกียรติลูกค้า ไม่นึกถึงความรู้สึกของผู้โดยสาร เอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ ไม่เห็นใจผู้โดยสาร ไม่มีจริยธรรมเลย ปฎิบัตตนและให้บริการแก่ผู้โดยสารไม่ดี ทำให้ผู้โดยสาร เกิดความกังวล กลัวที่จะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้

ด้านศิลธรรม พฤติกรรมที่เขาแสดงออก การพูดจาและ คำพูด โต้ตอบผู้โดยสารแบบไม่คิด ไม่รักษาน้ำใจของผู้โดยสาร แค่คำพูดของเขาก็ทำให้ ผิดทางด้านศิลธรรมแล้ว

ด้านจรรยาบรรณ จากที่ผู้ขับขี่ดูจากแบบนี้ โอ้อวดว่าตัวเองเอง ขับรถชำนาญ ขับมานานแล้ว ยังไม่เกิดอุบัติเหตุอะไรเลย การขับรถเร็วบนทางด่วนเร็วเกินไป ก็ทำให้เขาผิดจรรยาบรรณของผู้ขับขี่ การใช้รถใช้ถนนแล้วค่ะ และเขาไม่ได้คำนึงถึงปลอดภัยของผู้โดยสาร ไม่คิดที่จะป้องกันก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ


คลิปที่ 2 ผู้หญิงนุ่งผ้าขนหนูเข่าเซเว่น




    สำหรับพฤติกรรมของวัยรุ่นสาวในคลิปนี้ ที่เธอนั้นโชว์ความกล้านุ่งผ้าเช็ดตัวแล้วเข้าร้านสะดวกซื้อเพื่อมาซื้อของ โดยในคลิปมีการพูดคุยระหว่างสาวผ้าขนหนูกับเพื่อนๆ ว่าจะซื้อถุงยาง แต่สุดท้ายเธอก็เดินไปหยิบขนมแล้วจ่ายเงิน

ด้านจริยธรรม จากพฤติกรรมนี้ เขาไม่สมควรแต่งกายแบบนี้ออกจากห้อง เพราะ เขาก็ไม่ใช่เด็กๆแล้ว ควรรู้แล้วว่าอันไหนควร หรือไม่ควร ในการปฎิบัติตนในสังคม เขาก็ผิดหลักจริยธรรมแล้วในการแต่งตัว ไม่สุภาพ

ด้านศิลธรรม พฤติกรรมเขาอาจจะเรียกร้องความสนใจจากคนในสังคมหรือโลกออนไลน์ เลยทำให้ลืมคิดไปว่าสิ่งที่เขาทำไม่ได้เกิดความดี หรือน่ายกย่องอะไรเลยจากผู้คน ทำให้ผิดศิลธรรม ไม่มีความละอายใจ และรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีไทยเลย

ด้านจรรยาบรรณ การแต่งกายเขาก็บ่งบอกดี รวมทั้งการพูดจา เขาไม่ได้รักษาเกียติของการเป็นลูกผู้หญิงเลย และเขาไม่มีหลักจรรยาบรรณของเขาเอง เพราะเขาแสดงพฤติกรรมออกมาไม่ดี ทำตัวไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ และเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่เด็กๆ อีกด้วย



คลิปที่ 3 แก็งสังคมออนไลน์ 





ข้อดีของ Social Network
1.สามารถทำให้เจอเพื่อนใหม่และเพื่อนเก่าๆ ที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานหลายปี ทห้ให้เจอกันอีก หรือได้เจอพูดคุยกับญาติที่อยู่ไกลกัน
2.สามารถใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็ว หรือสะดวกกว่าทางโทรศัพย์
3.สามารถแลกเปลี่ยน แชร์ ข้อมูล แสดงความคิดเห็นของกันและกันได้
4.เป็นสื่อที่สามารถโฆษณา การขายสินค้าต่างๆ ได้ ลงในเว็บออนไลน์
5.สามารถให้ความบันเทิงได้


ข้อเสียของ Social Network 
1.เราไม่รู้ว่าเพื่อนที่เข้ามา ทักทาย พูดคุย เขาจะมาในรูปแบบไหน
2.เกิดการแชร์ข้อมูล ที่เขาสงวนลิขสิทธิ์ไว้ โดยกลายเป็นละเมิลลิขสิทธิ์ได้
3.ทำใ้ห้มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ ติดไว้รัสได้ง่าย
4.มีโอกาสทำให้ผู้อื่นเอาบัญชีของเราไปแอบอ้างได้
5.เมื่อเราลงรูปเขาอาจจะเอารูปเราไปทำในเรื่องที่เสียหายได้







โดย นางสาววนิดา ฝั่งขวา 


รหัส 5511317093 เอกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ 02

วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2557

บทที่ 1 เรื่อง จริยธรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

                                                 

                       เรื่อง จริยธรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ                                




            จริยธรรม คือ  หลักของความถูกต้องและไม่ถูกต้อง ซึ่งถูกใช้เป็นตัวแทนของหลักใน
การปฏิบัติตนของบุคคล ความสัมพันธ์ความถูกตองและไมถูกต้อง หรือหนาที่และกฎเกณฑ์
ของหลักทางศีลธรรม อันไดแกความดีและความชั่ว ทางศีลธรรม   
           หลักจริยธรรม  จึงเปนกฎเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเพื่อสรางความเปนระเบียบเรียบรอยของคนในสังคม
ความแตกต่างระหว่าง   จริยธรรม , ศีลธรรม ,  จรรณยาบรรณ
- จริยธรรม คือ เป็นหลักประพฤติปฏิบัติของบุคคลในสังคมใดๆ (ไม่บังคับใช่ แต่เกิดจากการปลูกฝัง สร้างจิตสำนึก)
- ศีลธรรม คือ เป็นการประพฤติที่ดีที่ชอบ เป็นการประพฤติปฏิบัติในทางศาสนา
- จรรณยาบรรณ คือ เป็นการประมวลความประพฤติที่ผู้Jประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกำหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียง และฐานะของสมาชิก อาจเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้
จึงสรุปได้ว่า   จริยธรรมอันดี   คือ การประพฤติปฏิบัติอันมี  ศีลธรรม เป็นส่วนประกอบ ผู้ประกอบอาชีพในด้านต่างๆ นอกจากจะต้องมี จริยธรรมอันดี แล้ว ยังต้องปฏิบัติตาม   จรรณยาบรรณของวิชาชีพนั้นๆด้วย

จริยธรรมทางธุรกิจ คือ เป็นมาตรฐานที่องค์กรธุรกิจใช้เป็นหลักการประพฤติปฏิบัติต่อลูกค้าตลอดจนหุ้นส่วนทางการค้า  และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องด้วยความยุติธรรม
ความสำคัญจริยธรรมทางธุรกิจ  หากองค์กรดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม จะทำให้เกิดผลดี 5 ประการ ดังนี้
- ได้ค่านิยมหรือมีค่าความนิยมเพิ่มมากขึ้น
- การดำเนินงานในองค์กรมีความสอดคล้องกัน
- เพิ่มผลกำไรให้กับธุรกิจ
- ป้องกันองค์กรและพนักงานจากการดำเนินการทางกฎหมาย
- หลีกเลี่ยงข่าวในแง่ลบได้

จริยธรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ  คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความนิยมใช้อินเทอร์เน็ตอย่างแพร่หลาย ทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์สามารถจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลส่วนตัวแบบออนไลน์ ได้เป็นจำนวนมาก
             เทคโนโลยีสารสนเทศที่ส่งผลกระทบต่อจริยธรรม 
             ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีที่มีแนวโนมเพิ่มสูงขึ้น เปนปจจัยหลักที่ทำให้  ประเด็นดานจริยธรรมไดรับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากแนวโนมดังกลาว ทำใหกฎหมายลาสมัย สังคมเกิดความขัดแยง พลเมืองมีแรงจูงใจในการทำผิดศีลธรรมมากขึ้น
                                                             
                                                               
      
             จริยธรรมสำหรับผู้ใช้ไอที
1. การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์
2. การใชงานคอมพิวเตอร์อยางไมเหมาะสม
3. การแบงปนสารสนเทศอยางไมเหมาะสม
              บัญญัติ 10 ประการ ในการใชคอมพิวเตอร์
1. องไมใชคอมพิวเตอร์ทำอันตรายตอผูอื่น
2. องไมแทรกแซงหรือรบกวนงานคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่น
3. ตองไมสอดแนมไฟล์คอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่น
4. องไมใช่คอมพิวเตอร์ในการลักขโมย
5. ตองไมใช่คอมพิวเตอร์เป็นพยานเท็จ
6. ตองไมคัดลอกหรือใชซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์
7. ต้องไม่ใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม
8. ต้องไม่ละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น
9. ต้องตระหนักถึงผลที่ตามมาต่อสังคมที่เกิดจากโปรแกรมที่ตัวเองเขียนหรือกำลังออกแบบอยู่เสมอ
10. ต้องใช้คอมพิวเตอร์ในทางที่พิจารณาดีแล้วว่าเหมาะสมและเคารพต่อเพื่อมนุษย์ด้วยกันเสมอ