วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property)


               ทรัพย์สินทางปัญญา หมายถึง ผลงานอันเกิดจากการประดิษฐ์ คิดค้น หรือสร้างสรรค์ของมนุษย์ ซึ่งเน้นที่ผลผลิตของสติปัญญาและความชำนาญ อาจแสดงออกในรูปแบบของสิ่งที่จับต้องได้ เช่น สินค้าต่างๆ หรือในรูปของสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น บริการ แนวคิดในการดำเนินธุรกิจ กรรมวิธีการผลิตทางอุตสาหกรรม เป็นต้น

               ประเภทของทรัพย์สินทางปัญญา   แบ่งออกเป็น 2 ประเภท  ได้แก่                
1.ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม (Industrial Property)
                 หมายถึง ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่เกี่ยวกับสินค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรมที่เป็นองค์ประกอบและรูปร่างของตัวผลิตภัณฑ์ นอกจากนี ้ยังรวมถึงเครื่องหมายการค้าหรือยี่ห้อ ชื่อและถิ่นที่อยู่ทางการค้า  ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรมจึงสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้
      -  สิทธิบัตร (Patent) 
      -  แบบผังภูมิของวงจรรวม (Layout - Design of Integrated Circuit) 
      -  เครื่องหมายการค้า (Trademark) 
      -  ความลับทางการค้า (Trade Secret) 
      -  ชื่อทางการค้า (Trade Name) 
      -  สิ่งบ่งชี ้ทางภูมิศาสตร์(Geographical Indications)
2. ลิขสิทธิ์(Copyright) 
                 หมายถึง สิทธิแต่เพียงผู้เดียวของผู้สร้างสรรค์ที่จะกระท าการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น ตามประเภทลิขสิทธิ์ที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ งานวรรณกรรม นาฏกรรม ศลิปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หรืองานอื่นใดในแผนกวรรณคดี
                 

                 เครื่องหมายการค้า (Trademark) หมายถึง เครื่องหมาย สัญลักษณ์หรือตรา ที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่
                1.เครื่องหมายการค้า (Trademark) คือ เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้กับสินค้าเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้ เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เช่น มาม่า กระทิงแดง เป็นต้น 

 



                2.เครื่องหมายบริการ (Service Mark) คือ เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้กับบริการ เพื่อแสดงว่าบริการที่ ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของบุคคลอื่น เช่น การบินไทย ธนาคารกรุงไทย โรงแรมดุสิตธานี เป็นต้น




                3.เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) คือ เครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมายรับรองใช้หรือจะใช้กับสินค้าหรือบริการของบุคคลอื่น เพื่อเป็นการรับรองเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการนั้น เช่น เชลล์ชวนชิม แม่ช้อยนางรำ ฮาลาล เป็นต้น 



                 4.เครื่องหมายร่วม (Collective Mark) คือ เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ใช้หรือจะใช้ โดยบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกัน หรือโดยสมาชิกของสมาคม สหกรณ์ สหภาพ สมาพันธ์ กลุ่ม บุคคล หรือองค์กรอื่นใดของรัฐหรือเอกชน เช่น ตราช้างของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นต้น



                 ความลับทางการค้า (Trade Secret) หมายถึง ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป โดยเป็นข้อมูลที่มีมูลค่าในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากข้อมูลนั้นเป็นความลับ และมีการดำเนินการตามสมควรเพื่อทำให้ข้อมูลนั้นปกปิดเป็นความลับ

                 สิทธิบัตร เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวทุกคนมากที่สุด หรืออาจกล่าวได้ว่า สิทธิบัตรเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุก ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ล้วนแล้วแต่เป็นผลงานสร้างสรรค์จากการประดิษฐ์คิดค้นทั้งสิ้น เช่น การประดิษฐ์เกี่ยวกับผงซักฟอก โทรศัพท์ รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ ดังนั ้น สิทธิบัตรจึงมีส่วนช่วยในการดำรงชีวิตของมนุษย์ มีความสะดวกสบายและมีความปลอดภัยมากขึ้น

การวิเคราะห์และสรุป รู้ทันลิขสิทธ์
    
การวิเคราะห์และสรุป 
                ลิขสิทธิ์คือ สิทธ์แต่เพียงผู้เดียวในการกระทำใดกับผลงานที่ตนได้สร้างสรรคขึ้น มีแต่เจ้าของผู้เดียวที่จะขาย ดัดแปลง ให้เช่า ทำซ้ำ และเผยแพร่  ลิขสิทธิ์ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา
                 การละเมิดลิขสิทธ์ คือการกระทำดัดแปลง และเผยแพร่งานต่อสาธารณะชน โดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ทีกระทำจะต้องรับผิดชอบโทษทางอาญาและจ่ายค่าเสียหายให้แก่เจ้าของงาน
                       ทางกฎหมายลิขสิทธ์แบ่งไว้ 9 ประเภทใหญ่ ๆ 
                 คือ วรรณกรรม ภาพยนต์ นาฎกรรม สิ่งที่บันทึกเสียง ศิลปกรรม แพร่ภาพแพร่เสียง ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ วรรณคดีวิทยาศาสตร์ศิลปะ
                 เมื่อมีทรัพย์สินทางปัญญาเกิดขึ้น ก็จะมีการ copy งานเกิดขึ้นเช่นกัน ดังนั้นเลยมี กฎหมายลิขสิทธิ์ขึ้นมาเพื่อปกป้องความคิดสร้างสรรค์จากขโมย
                 เครื่องหมายการค้าจะได้รับการคุ้มครองก็ต่อเมื่อ ต้องจดทะเบียน ไม่เหมือนกับลิขสิทธิ์ที่จะคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์ผลงานขึ้น ลิขสิทธิ์ไม่ต้องจด แต่ถ้ามีใคร copy งานไป ไม่สามารถฟ้องลิขสิทธิ์ได้ แต่สามารถไปคัดค้านการจดทะเบียนได้ภายใน 90 วัน แต่ถ้าไม่ทัน ก็ให้ไปขอเบิกถอนเครื่องหมายการการค้าของคนที่ copy ไปจดทะเบียน ซึ่งจะไปขอเบิกถอนเมื่อไรก็ได้ และสามารถฟ้องได้ในข้อหาลวงขาย 
                 ดังนั้น ก่อนจะมีแบรนด์เป็นของตัวเอง ก็ให้รีบไปขอจดทะเบียนกับกรมทรัพยืสินทางปัญญาตั้งแต่เนินๆ


วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2558

บทที่ 4 ภัยคุกคาม ช่องโหว่ และการโจมตี

       



         ภัยคุกคาม คือ  วัตถุ สิ่งของ ตัวบุคคล  หรือสิ่งอื่นใดที่ เป็นตัวแทนของการทําอันตรายต่อทรัพย์สิน ภัยคุกคามมีหลายกลุ่ม เช่น
•  ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นโดยเจตนา
•  ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้เจตนา เช่น ภัย คุกคามจากธรรมชาติ หรือจากผู้ใช้ในองค์กรเอง 
    ประเภทของภัยคุกคาม
1. ความผิดพลาดที่เกิดจากบุคคล   เช่น ความเข้าใจผิดของพนักงาน , อุบัติเหตุ  
2. ภัยร้ายต่อทรัพยสินทางปัญญา เช่น การละเมิดลิขสิทธิ์
3. การจารกรรมหรือการรกุล้ํา เช่น การเข้าถึงหรือการรวบรวมข้อมูลโดยไม่ได้ รับอนุญาต 
4. การกรรโชกสารสนเทศ เช่น การเผยแพร่สารสนเทศที่เป็นความลับ , การ Blackmail 
5. การทําลายหรือทําให้เสียหาย เช่น การทําลายระบบหรือสารสนเทศ 
6. การลักขโมย เช่น การลักขโมยหรือการโจรกรรมอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์หรือสารสนเทศ 
7. ซอฟตแวรโจมตี เช่น ไวรัส, เวิรม 
8. ภัยธรรมชาติ เช่น น้ําท่วม, ไฟไหม้, แผ่นดินไหว, ไฟดับ

       ช่องโหว่ คือ ความอ่อนแอของระบบคอมพิวเตอร์ หรือระบบ เครือข่ายที่เปิดโอกาสให้สิ่งที่เป็นภัยคุกคามสามารถ เข้าถึงสารสนเทศในระบบได้ซึ่งจะนําไปสู่ความ เสียหายแก่สารสนเทศ หรือแม้แต่การทํางานของ ระบบ
    ช่องโหว่ที่เกิดขึ้นในระบบ
1. การจัดการบัญชีรายชื่อผู้ใช้ไม่มีประสิทธิภาพ 
    ทุกองค์กรจําเป็นต้องมี การจัดทําบัญชีรายชื่อผู้ใช้  User Account  เพื่อทํา การล็อกอินเข้าสู่ระบบ ซึ่งต้องมี User Name , Password  รวมถึงการ ควบคุมการเข้าถึง (Access Control ) และการให้สิทธิ์(Authorization) เป็นต้น
2. ระบบปฏิบัติการไม่ได้รับการซ่อมเสริมอย่างสม่ําเสมอ
   หากองค์กรละเลยติดตามข่าวสารจากบริษัทผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการ หรือ แอลพลิเคชั่น และไม่ทําการ Download Patch มาซ่อมแซ่มระบบอย่าง เป็นระยะ  อาจทําให้ระบบปฏิบัติการมีช่องโหว่ และข้อผิดพลาด
3. ไม่มีการอัพเดทไวรัสอย่างสม่ําเสมอ
  การอัพเดทไวรัสเป็นการเพิ่มข้อมูลรายละเอียดคุณลักษณะของไวรัสชนิด ใหม่ๆ ในฐานข้อมูลของโปรแกรม แต่หากไม่มีการอัพเดทจะส่งผลให้โปรแกรมไม่รู้จักไวรัส ชนิดใหม่ ระบบจะเสี่ยงต่อการติดไวรัสมากขึ้น
4. การปรับแต่งค่าคุณสมบัติ ระบบผิดพลาด 
    การที่ผู้ดูแลระบบต้องปรับแต่งคุณสมบัติต่างๆ ของระบบด้วยตนเอง Manually  จะเสี่ยงต่อการกําหนดค่าผิดพลาดได้สูงกว่าระบบทําการ กําหนดให้เองอัตโนมัติ

          การโจมตี คือ การกระทําบางอย่างที่อาศัยความได้เปรียบจากช่องโหว่ของระบบ เพื่อเข้าควบคุม
การทํางานของระบบ เพื่อให้ระบบเกิดความเสียหาย หรือเพื่อโจรกรรม สารสนเทศ 
     รูปแบบของการโจมตี
1. Malicious Code  หรือ Malware  
   โคดมุ่งร้ายหรือเป็นอันตราย  อันได้แก่ Virus, Worm, Trojan Horse ยังรวมถึง Web scripts  
2. Hoaxes 
  การปล่อยข่าวหลอกลวง เช่น ปล่อยข่าวการแพร่ระบาดของไวรัส คอมพิวเตอร์ทางเมล์ ยังได้แนบโปรแกรมไวรัสไปด้วย เป็นต้น
3. Back door หรือ Trap Door 
    เส้นทางลับที่จะช่วยผู้โจมตีหรือผู้บุกรุกเข้าสู่ระบบได้โดยไม่ผ่าน กระบวนการตรวจสอบ 
4. Password Cracking 
    การบุกรุกเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ใดๆ
5. Brute Force Attack  
    การคาดเดารหัสผ่านนี้จะเป็นการ คํานวณซ้ําหลายๆรอบ เพื่อให้ได้ กลุ่มรหัสผ่านที่ถูกต้อง
6. Denial Of Service 
    การปฏิเสธการให้บริการของระบบ 




สรุปจากเรื่อง ไวรัสคอมพิวเตอร์ 

    ปัจจุบันนี้ ไวรัสมีหลายรูปแบบ เช่น ไวรัส  สปายแวร์  เวิร์ม  โทรจัน
 - ไวรัส เป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในระบบคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ และยังเป็นไวรัสที่สามารถแพร่กระจายไปยังเครื่องอื่นๆ ได้อีก
 - หนอน เรียกอีกอย่างว่า เวิร์ม เป็นรูปแบบหนึ่งของไวรัสมีความสามารถในการทำลายระบบในเครื่องคอมพิวเตอร์สูงที่สุดในบรรดาไวรัสทั้งหมด และสามารถกระจายตัวได้รวดเร็ว
 - โทรจัน เป็นโปรแกรมที่ถูกออบแบบขึ้นมาเพื่อแอบแฝงการทำลายบางอย่างในเคื่องคอมพิวเตอร์
การแพร่กระจาย คือ โทรจันจะแนบมากับอีการ์ด อีเมล์ โทรจันมันจะเข้ามาในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยที่ผู้รับไม้รู้ตัว
 - สปายแวร์ คิอโปรแกรมเล็กๆ ที่ถูกเขียนขึ้นมาสอดส้อง การใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ สปายแวร์บางตัวร้ายแรง อาจทำให้เล่นอินเทอร์เน็ตไม่ได้เลย

     โปรแกรมที่สามารถป้องกันไวรัสได้ คือ
     โปรแกรมแอนตี้ไวรัส หรือโปรแกรมป้องกันไวรัสนั้น คือการยืบยั่งและกำจัดไวรัส ที่จะเข้ามาทำลายคอมพิวเตอร์ 
      
      การสังเกตดูอาการคอมพิวเตอร์เบื้องต้น 
- การทำงานของคอมพิวเตอร์ช้าลง
- คอมพิวเตอร์หยุดทำงานโดยไม่รู้สาเหตุ
- ข้อมูลบางอย่างหายไปหรือเพิ่มขึ้น
- ตัวเครื่อง รี-สตาร์ท เองโดยไม่ได้สั่ง
- แป้นพิมพ์ทำงานผิดปกติ
      
       
       วิธีการป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์
- อย่าเปิดอ่านอีเมล์ชื่อแปลกๆ 
- ควรติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัส เพื่อได้สแกนไฟล์ต่างๆ
- หมั่นตรวจสอบ ระบบต่างๆ ของคอมพิวเตอร์อย่างสม่ำเสมอ
- หมั่นอัพเดทโปรแรมป้องกันไวรัสให้สม่ำเสมอ